
The Executive Manifesto
By Khun Kuru AI
Vicharn Group
The Sun Academy
การบริหารคนและการครองตน (Leadership & Self-Management)
จิตวิทยาเพื่อการบริหาร (Managerial Psychology)
99 จิตวิทยาการบริหาร และ การครองชีวิต ( 99 Psychology of Management and Life)
หมวดที่ 1 จิตวิทยาเพื่อการบริหารและองค์กร (Managerial & Corporate Power)
อารมณ์ของหมวดนี้: ทรงพลัง น่าเกรงขาม เน้นการคุมเกม การนิ่งสยบ Ego และควบคุมธรรมาภิบาลองค์กร
-
10 จิตวิทยามืด ที่คนฉลาดใช้โดยไม่พูดออกมา (p. 1)
-
จิตวิทยาทำให้คนเกรงใจ โดยไม่ต้องตะโกน (p. 1)
-
จิตวิทยาการนิ่งและควบคุมอารมณ์ แล้วจะชนะทุกสถานการณ์ (p. 1)
-
จิตวิทยา ด้านพฤติกรรมที่จะทำให้คุณเหนือคนอื่น วางตัวเหนือคน (p. 1)
-
ยิ่งคุณนิ่ง คนที่เคยดูถูกคุณจะยิ่งกระวนกระวาย จิตวิทยาคนเหนือเกม (p. 1)
-
วิธีทำให้คนเกรงใจ โดยไม่ต้องพูด (p. 1)
-
อย่าให้ใครรู้ว่าคุณคิดอะไร แล้วคุณจะคุมเกมได้ทั้งหมด จิตวิทยาแห่งชัยชนะ (p. 1)
-
จิตวิทยาความเงียบ ยิ่งนิ่ง คนยิ่งให้ค่า (p. 1)
-
ทำไมยิ่งนิ่ง... ยิ่งทรงพลัง ความนิ่งสร้างเสน่ห์และอิทธิพลเหนือคนรอบข้าง (p. 2)
-
จิตวิทยานิ่งให้เป็น แล้วคุณจะเหนือกว่าทุกคน (p. 2)
-
จิตวิทยาคนพูดน้อย... แต่คนรอบข้างต้องเกรงใจ (p. 2)
-
พลังของการนิ่ง ที่ทำให้คุณเหนือกว่าคนทั่วไป (p. 2)
-
จิตวิทยา คนฉลาดรู้ว่าตอนไหนควรเดิน จังหวะที่ใช่สำคัญกว่าเร็ว (p. 2)
-
จิตวิทยาการเงียบที่เอาชนะคนได้ โดยไม่ต้องพูดสักคำ (p. 2)
-
จิตวิทยา อ่านใจคนได้ใน 7 นาที รู้ทันคนก่อน ย่อมได้เปรียบคนอื่น (p. 3)
-
จิตวิทยายิ่งนิ่ง ยิ่งพูดน้อย ยิ่งได้ใจคนมาก อิทธิพลเงียบ (p. 3)
-
จิตวิทยาทำให้คนเกรงใจ ด้วยการนิ่ง และเป็นคนที่คาดเดาทางไม่ได้ (p. 3)
-
จงนิ่งให้เป็น แล้วสุดท้ายจะเป็นฝ่ายชนะ ชนะโดยไม่ต้องออกแรง นิ่งเพื่อชนะ (p. 3)
-
จิตวิทยาการเงียบที่ทำให้คนเกรงใจ พลังแห่งความเงียบ เงียบเพื่อรักษาพลัง (p. 3)
-
จิตวิทยาการวางตัวให้น่าเชื่อถือ จนคนไม่กล้าดูถูก (p. 3)
1.) 10 จิตวิทยามืด ที่คนฉลาดใช้โดยไม่พูดออกมา (10 Dark Psychological Tricks That Smart People Use Without Saying Aloud)
บทนำ
-
[00:00:09] "10 จิตวิทยามืด ที่คนฉลาดใช้โดยไม่พูดออกมา ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง The Power Mind ช่องที่จะช่วยยกระดับความคิดและติดอาวุธทางปัญญาให้กับคุณ" (0:09)
-
[00:00:20] "เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนบางคนในสังคมที่ดูเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยโอ้อวดหรือแสดงตัวตนอะไรมากมาย แต่กลับได้รับความเกรงใจจากคนรอบข้างเสมอ" (0:20)
-
[00:00:30] "ทำไมคำพูดธรรมดาของเขาจึงมีน้ำหนัก และสามารถควบคุมทิศทางของสถานการณ์ได้ราวกับเป็นผู้กำหนดเกม" (0:25)
-
[00:00:35] "ในโลกปัจจุบันที่ทุกคนพยายามส่งเสียงตะโกนเพื่อเรียกร้องความสนใจ คนที่ฉลาดที่สุดกลับเลือกที่จะใช้ความเงียบและความเข้าใจในกลไกทางจิตวิทยาเพื่อขับเคลื่อนผู้คนอยู่เบื้องหลัง" (0:35)
-
[00:00:47] "สิ่งนี้เรียกว่าจิตวิทยามืด ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการโกงหรือทำร้ายใคร แต่เป็นกลยุทธ์ในการอ่านใจและควบคุมสถานการณ์ที่คนระดับบนสุดใช้กันเป็นประจำ โดยที่เขาไม่มีวันบอกคุณ" (0:47)
-
[00:00:58] "ถ้าคุณไม่รู้เท่าทัน คุณอาจตกเป็นเบี้ยล่างในเกมของคนอื่น แต่ถ้าคุณเข้าใจ คุณจะกลายเป็นผู้คุมเกมทันที" (0:58)
-
[00:01:07] "เหยื่อจะใช้ความจริงใจเข้าสู้ในโลกที่เต็มไปด้วยหน้ากาก แต่คนฉลาดจะใช้หน้ากากเพื่อปกป้องและสร้างความจริงใจที่ทรงพลังที่สุด" (1:07)
-
[00:01:18] "วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเคล็ดวิชาเหล่านี้ทีละข้อ เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้และป้องกันตัวเองในโลกแห่งความจริง" (1:18)

ข้อที่ 1: การควบคุมความเงียบเพื่อสร้างความกดดัน
-
[00:01:25] "เรามักถูกพร่ำสอนมาตลอดว่าคนเก่งต้องเป็นคนพูดน้ำไหลไฟดับ ต้องมีคำพูดที่เฉียบคมและโต้ตอบได้ทันควัน" (1:22)
-
[00:01:32] "แต่ในโลกของจิตวิทยามืดระดับสูง อาวุธที่ทรงพลังและน่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสียงตะโกน แต่คือความเงียบที่ถูกคำนวณมาอย่างดี" (1:32)
-
[00:01:42] "เนื่องจากธรรมชาติของสมองมนุษย์เกลียดความอึดอัดและความไม่แน่นอน เมื่อเกิดความเงียบขึ้นในสถานการณ์ที่ควรมีการสนทนา สมองของฝ่ายตรงข้ามจะเริ่มทำงานหนัก คิดฟุ้งซ่าน และพยายามเติมแต่งเหตุผลที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ" (1:42)
-
[00:01:58] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงเวลาที่คุณกำลังเจรจาต่อรองธุรกิจ หรือนำเสนองานในห้องประชุม คนส่วนใหญ่ที่ขาดประสบการณ์ เมื่อพูดข้อเสนอของตัวเองจบแล้ว แล้วฝั่งตรงข้ามเงียบไปเพียงไม่กี่วินาที ความกลัวและความตื่นตระหนกจะเริ่มเข้าครอบงำ" (1:58)
-
[00:02:14] "พวกขัดจะทนความเงียบไม่ได้แล้วรีบพูดแทรกขึ้นมาเอง เช่น หรือถ้าตรงนี้แพงไปเราลดให้ได้นะครับ หรือถ้าไม่ชอบไอเดียนี้บอกได้เลยนะครับ พฤติกรรมแบบนี้คือการคายความลับและลดคุณค่าของตัวเองลงทันที" (2:14)
-
[00:02:28] "ในทางกลับกัน คนที่ฉลาดและเข้าใจเกมนี้ เมื่อเขาพูดข้อเสนอสำคัญหรือยิงคำถามเสร็จแล้ว เขาจะหยุดพูดและสบตาฝั่งตรงข้ามด้วยความนิ่งสนิท" (2:28)
-
[00:02:38] "ไม่ขยับตัว ไม่แก้ตัว ไม่พูดซ้ำ ความเงียบนั้นจะกลายเป็นก้อนมวลความดันขนาดใหญ่ที่กดทับลงไปที่ฝั่งตรงข้าม จนอีกฝ่ายทนไม่ไหวและต้องเป็นฝ่ายยอมคายข้อเสนอที่ดีกว่า หรือยอมเผยจุดอ่อนของตัวเองออกมาเอง โดยที่คนฉลาดไม่ต้องออกแรงคั้นเลยแม้แต่น้อย" (2:38)
-
[00:02:52] "มันเหมือนเกมจ้องตาที่ใครกระพริบตาก่อนคนนั้นแพ้ ใครที่ยอมพูดทำลายความเงียบของตัวเองก่อนคือคนที่เสียเปรียบ" (2:52)
-
[00:03:02] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ เมื่อคุณถูกต้อนให้จนมุม หรือเจอคำถามที่รุนแรงก้าวร้าว แทนที่จะรีบสวนกลับหรืออธิบายเพื่อแก้ตัว ให้คุณหยุดนิ่งและนับ 1-4 ในใจช้า ๆ จ้องมองไปที่ตาของเขาด้วยความสุขุม การนิ่งแบบนี้จะทำให้ผู้ถามเริ่มสูญเสียความมั่นใจและคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า" (3:02)
-
[00:03:21] "อย่างที่ 2 คือ ในการต่อรองผลประโยชน์หรือเรื่องเงิน เมื่อคุณบอกตัวเลขที่คุณต้องการไปแล้ว ให้หยุดปากทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันให้อีกฝ่ายต้องประเมินค่าคุณใหม่" (3:21)
-
[00:03:31] "และอย่างที่ 3 คือ เมื่อมีคนพูดจาล้ำเส้นหรือแซวคุณแรงในที่สาธารณะ อย่าเพิ่งโกรธหรือด่ากลับ ให้คุณหยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วหันไปมองหน้าเขานิ่ง ๆ บรรยากาศที่เงียบและมาคุตรงนั้นจะสะท้อนความไร้มารยาทของเขาออกมาให้คนรอบข้างเห็นอย่างชัดเจน โดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากตำหนิเลยสักคำ" (3:31)
-
[00:03:50] "จำไว้ว่า คนโง่พูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่คนฉลาดจะเงียบเพื่อให้คนทั้งห้องหันมาฟังลมหายใจของเขา" (3:50)

ข้อที่ 2: การทำดีสลับร้ายเพื่อสร้างความเสพติด
-
[00:03:56] "กลไกทางจิตวิทยาที่ฝังรากลึกอยู่ในสมองของมนุษย์เรา คือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ไม่แน่นอน หรือที่ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าผลลัพธ์แบบสุ่ม" (3:56)
-
[00:04:15] "คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการจะทำให้ใครสักคนจงรักภักดีหรือยอมทำตาม เราจะต้องมอบแต่ความใจดี ความอ่อนโยน และผลประโยชน์ให้พวกเขาอย่างสม่ำเสมอ" (4:15)
-
[00:04:26] "แต่ในความเป็นจริงของโลกจิตวิทยามืด การทำดีอย่างเท่ากันทุกวันจะทำให้คนรอบข้างเกิดความเคยชิน มองเห็นคุณค่าของคุณเป็นของตาย และหมดความเกรงใจไปในที่สุด" (4:26)
-
[00:04:38] "คนฉลาดที่อยู่ระดับบนสุดจึงเลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การให้รางวัลแบบไม่สม่ำเสมอ เพื่อควบคุมความรู้สึกของคนอื่นให้อยู่หมัด" (4:38)
-
[00:04:49] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงกลไกของตู้สล็อตแมชชีนในคาสิโน หรือระบบการสุ่มของรางวัลในเกมออนไลน์ เหตุผลที่คนเรายอมนั่งหยอดเหรียญได้ทั้งวันทั้งคืน หรือยอมเสียเงินจำนวนมากเพื่อเปิดกล่องสุ่ม ไม่ใช่เพราะตู้ยอมจ่ายรางวัลให้ทุกครั้ง แต่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่ามันมีโอกาสได้แต่ไม่รู้ว่าจะได้ตอนไหน" (4:49)
-
[00:05:12] "ความไม่แน่นอนนี้จะกระตุ้นสารโดปามีนในสมองให้หลั่งออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการเสพติดและโหยหาอยู่ตลอดเวลา" (5:07)
-
[00:05:18] "ในโลกของการทำงานหรือความสัมพันธ์ก็เช่นกัน คนที่ยอมตามใจคนอื่นทุกอย่าง วันไหนที่เขาปฏิเสธเพียงครั้งเดียวจะกลายเป็นคนเลวทันที" (5:18)
-
[00:05:29] "ในทางกลับกัน คนฉลาดที่ใช้กลยุทธ์นี้ วันนี้เขาอาจจะใจดีมอบคำชมและให้ความช่วยเหลือคุณอย่างเต็มที่ จนคุณรู้สึกอบอุ่นและประทับใจ แต่ในวันต่อมาเขาอาจจะเปลี่ยนเป็นคนนิ่งเฉย พูดน้อยลง และรักษาระยะห่างขึ้นมาดื้อ ๆ โดยไม่มีสาเหตุ" (5:29)
-
[00:05:46] "พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้จะทำให้สมองของคุณเริ่มปั่นป่วน คุณจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า และคุณจะเริ่มพยายามทำดีกับเขามากขึ้น อ่อนน้อมมากขึ้น เพื่อที่จะไขว่คว้าหาช่วงเวลาที่เขาใจดีกลับคืนมา โดยที่คุณกลายเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามเกมของเขาโดยไม่รู้ตัว" (5:46)
-
[00:06:07] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ ในที่ทำงาน คุณไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคนใจดีที่คอยช่วยเหลือทุกคนตลอดเวลาจนตัวเองเดือดร้อน ให้คุณเลือกช่วยเฉพาะในจังหวะที่สำคัญ และบางจังหวะก็ปฏิเสธอย่างสุภาพเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเวลาและความช่วยเหลือของคุณมีมูลค่า ไม่ใช่ของฟรีที่จะเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้" (6:07)
-
[00:06:28] "อย่างที่ 2 คือ ในการบริหารคนหรือลูกน้อง การชมเชยอย่างพร่ำเพรื่อจะทำให้คำชมนั้นหมดความหมาย ให้คุณชมเชยเฉพาะตอนที่พวกเขาทำผลงานได้เยี่ยมจริงๆ สลับกับการนิ่งเฉยและจริงจังในเวลาปกติ สิ่งนี้จะทำให้ลูกน้องรู้สึกกระตือรือร้นและตั้งใจทำงานเพื่อที่จะได้รับคำยอมรับจากคุณ ซึ่งคำชมนั้นจะมีค่าราวกับทองคำสำหรับพวกเขา" (6:28)
-
[00:06:54] "และอย่างที่ 3 คือ ในความสัมพันธ์ส่วนตัว การเว้นระยะห่างบ้าง ไม่ตอบข้อความในทันทีทุกครั้ง หรือการมีโลกส่วนตัวที่อีกฝ่ายเข้าไม่ถึงในบางเวลา จะช่วยเพิ่มเสน่ห์และความน่าค้นหาอย่างมหาศาล" (6:54)
-
[00:07:06] "จำไว้ว่า สิ่งใดที่หาได้ง่ายดาย มนุษย์จะไม่เห็นค่า แต่สิ่งใดที่ต้องคาดเดาและไขว่คว้า มนุษย์จะยอมสยบแทบเท้าเพื่อครอบครอง" (7:06)

ข้อที่ 3: การแกล้งทำเป็นโง่เพื่อล้วงข้อมูลและลดความระแวดระวัง
-
[00:07:17] "ความต้องการพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์เราคือ ความอยากเด่น อยากเป็นคนสำคัญ และอยากให้คนอื่นยอมรับในความฉลาดของตัวเอง" (7:17)
-
[00:07:31] "คนส่วนใหญ่เมื่อมีความรู้อะไรนิดหน่อยก็มักจะรีบแสดงตัว รีบอวดภูมิเพื่อให้ตัวเองดูเหนือกว่าคนอื่น" (7:31)
-
[00:07:42] "แต่ในกลยุทธ์จิตวิทยามืดขั้นสูง คนที่ฉลาดที่สุดในห้องมักจะเลือกทำในสิ่งตรงกันข้าม นั่นคือการลดทอนความฉลาดของตัวเองลง แกล้งทำเป็นไม่รู้ แกล้งทำเป็นตามไม่ทัน เพื่อเปิดทางให้อีกฝ่ายลดการป้องกันตัวและคายความลับออกมาเองโดยง่าย" (7:42)
-
[00:07:59] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงการเจรจาทางธุรกิจหรือการทำงานร่วมกันในออฟฟิศ ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนอยากโชว์พาวเวอร์ในโซเชียลมีเดียและในที่ทำงาน" (7:59)
-
[00:08:11] "คนทั่วไปเวลาไปคุยงานมักจะพยายามพูดคำศัพท์ยาก ๆ แสดงตัวว่ารู้ทุกเรื่อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ฝั่งตรงข้ามจะเริ่มระวังตัว ปิดบังข้อมูล และตั้งกำแพงสูงลิ่วเพราะกลัวเสียเปรียบ" (8:11)
-
[00:08:30] "แต่คนฉลาดที่ใช้กลยุทธ์นี้ เวลาเขาลงสนามเขาจะทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว แกล้งถามคำถามง่าย ๆ เหมือนคนซื่อ ๆ เช่น พี่ครับตรงนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจเลย มันทำงานยังไงเหรอครับ หรือเรื่องนี้ผมเพิ่งเคยได้ยินเลย พี่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ" (8:30)
-
[00:08:48] "เมื่อฝั่งตรงข้ามเห็นท่าทางแบบนั้น อัตตาหรืออีโก้ในใจจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้น พวกเขาจะรู้สึกเหนือกว่าและเริ่มลำพองใจ และเมื่อคนเราเกิดความลำพองใจ กำแพงความระมัดระวังจะพังทลายลงทันที" (8:48)
-
[00:08:59] "พวกเขาจะเริ่มพูดจาโอ้อวด ขุดลึกรื้อข้อมูลละเอียดถึงขั้นคายความลับในมุ้ง หรือกลยุทธ์ภายในที่คุณเก็บไว้ เพียงเพราะอยากสะใจที่ได้ทำตัวเป็นอาจารย์สอนคนอื่น" (8:59)
-
[00:09:12] "สุดท้ายแล้วคนที่แกล้งโง่ก็ได้ข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการไปอย่างครบถ้วน โดยที่อีกฝ่ายยังคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะอยู่เลยด้วยซ้ำ" (9:12)
-
[00:09:23] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ ในการเจรจาต่อรองหรือสืบหาข้อมูล อย่าเพิ่งรีบเปิดไพ่ในมือว่าคุณรู้อะไรมาบ้าง ให้แกล้งทำเป็นรู้ไม่หมด แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายอธิบายไปเรื่อย ๆ คุณจะพบจุดโกหกหรือจุดบกพร่องในคำพูดของเขาได้ง่ายขึ้นมาก" (9:23)
-
[00:09:45] "อย่างที่ 2 คือ ในสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ ๆ การทำตัวเป็นคนเงียบเงียบซื่อ ๆ ในช่วงแรกจะช่วยลดศัตรูได้อย่างมหาศาล เพราะจะไม่มีใครมองว่าคุณเป็นภัยคุกคามที่ต้องกำจัด พวกเขาจะยอมปล่อยให้คุณเข้าถึงข้อมูลสำคัญและเรียนรู้ระบบงานได้ราบรื่น" (9:45)
-
[00:10:01] "และอย่างที่ 3 คือ เมื่อมีคนมาโม้หรือพยายามกดคุณด้วยความรู้ของเขา แทนที่จะเถียงกลับหรือระเบิดอารมณ์ ให้คุณพยักหน้ารับ แกล้งทำท่าตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาพูดแล้วปล่อยให้เขาพูดจนหมดเปลือก" (10:01)
-
[00:10:13] "ยิ่งเขาพูดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเผยจุดอ่อนและความโง่เขลาที่แท้จริงออกมามากเท่านั้น" (10:13)
-
[00:10:19] "จำไว้ว่า เสือที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสือที่แยกเขี้ยวขู่คำรามอยู่ตลอดเวลา แต่คือเสือที่หมอบนิ่งและทำตัวกลมกลืนกับพุ่มไม้ รอเวลาที่เหยื่อเดินเข้ามาตายใจเอง" (10:19)

ข้อที่ 4: การสร้างหนี้บุญคุณขนาดเล็กเพื่อผูกมัดจิตใจ
-
[00:10:35] "หนึ่งในกฎเหล็กทางจิตวิทยาที่ฝังอยู่ในยีนของมนุษย์เรามาตั้งแต่ยุคโบราณ คือ กฎแห่งการต่างตอบแทน เมื่อเราได้รับสิ่งดี ๆ หรือความช่วยเหลือจากใคร สมองของเราจะสร้างความรู้สึกติดค้างและเป็นทุกข์ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ" (10:35)
-
[00:10:54] "ความรู้สึกนี้จะคอยบีบคั้นให้เราต้องหาทางตอบแทนบุญคุณนั้น เพื่อปลดล็อคความอึดอัดในใจ" (10:54)
-
[00:11:05] "คนทั่วไปมักจะคิดถึงการสร้างบุญคุณใหญ่โตที่ต้องใช้เงินทองหรือแรงกายมหาศาล แต่คนฉลาดที่เชี่ยวชาญจิตวิทยามืดรู้ดีว่า การมอบน้ำใจหรือความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูไม่มีเจตนาแอบแฝง แต่อยู่ในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง คือการวางกับดักทางอารมณ์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมคนอื่น" (11:05)
-
[00:11:22] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงการตลาดของห้างสรรพสินค้า หรือแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำที่มักจะมีพนักงานคอยยืนแจกของตัวอย่างให้คุณชิมฟรีหรือทดลองใช้ฟรีถึงมือ" (11:22)
-
[00:11:40] "คนส่วนใหญ่ที่รับของเหล่านั้นมาทานหรือลองทามักจะรู้สึกเกรงใจ จนยากที่จะเดินหนีไปเฉย ๆ สุดท้ายก็ต้องยอมควักเงินซื้อสินค้าชิ้นใหญ่กลับบ้าน ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้มีความคิดจะซื้อเลยด้วยซ้ำ" (11:40)
-
[00:11:51] "ในโลกของการทำงานก็ไม่ต่างกัน คนฉลาดจะไม่รอให้เกิดวิกฤตใหญ่แล้วค่อยเข้าไปช่วย แต่เขาจะเริ่มจากการหยิบยื่นสิ่งเล็ก ๆ ให้คนรอบข้างล่วงหน้า เช่น การซื้อกาแฟมาฝากในเช้าวันที่งานล้นมือ การช่วยแชร์โพสต์ขายของให้ญาติของเพื่อนร่วมงาน หรือการเอ่ยปากชมไอเดียของคนอื่นในที่ประชุมอย่างเป็นธรรมชาติ" (11:51)
-
[00:12:11] "สิ่งเล็กเล็กเหล่านี้จะทำให้ผู้รับรู้สึกสะสมความเกรงใจและติดค้างอยู่ภายในใจลึก ๆ โดยไม่รู้ตัว" (12:11)
-
[00:12:22] "และเมื่อถึงเวลาที่คนฉลาดต้องการความช่วยเหลือกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการขอแรงทำงานด่วน การขอคะแนนเสียงสนับสนุน หรือการขอความลับบางอย่างในองค์กร ฝ่ายตรงข้ามจะพร้อมใจกันช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทันที เพราะต้องการสลัดความรู้สึกติดค้างที่สะสมมานานออกไปจากใจ" (12:22)
-
[00:12:39] "วิธีนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ จงเป็นฝ่ายเริ่มให้ก่อนเสมอในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณไม่ได้เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นคำชม ของฝาก หรือความช่วยเหลือด้านข้อมูล การให้ก่อนจะทำให้คุณเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าในความสัมพันธ์ทันที" (12:39)
-
[00:12:55] "อย่างที่ 2 คือ เมื่อคุณช่วยเหลือใครไปแล้วแล้วเขากล่าวคำขอบคุณอย่างซาบซึ้ง อย่าพูดคำว่าไม่เป็นไรหรอกเรื่องเล็กน้อย เพราะมันเป็นการลบมูลค่าของสิ่งที่คุณทำ" (13:03)
-
[00:13:08] "แต่ให้เปลี่ยนไปพูดประโยคที่ว่า ผมยินดีครับ เพราะผมรู้ว่าถ้าเป็นผมที่เดือดร้อน คุณก็คงจะช่วยผมเหมือนกัน ประโยคนี้คือการตอกย้ำให้สมองของเขาบันทึกไว้ทันทีว่าเขามีหนี้ผูกพันกับคุณอยู่" (13:13)
-
[00:13:26] "และอย่างที่ 3 คือ จงระวังตัวเมื่อมีใครบางคนไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อน อยู่ดี ๆ ก็เข้ามาทำดีกับคุณอย่างผิดปกติ มอบของขวัญราคาแพง หรือช่วยเหลือคุณในเรื่องที่เกินจริง ให้รีบประเมินสถานการณ์ทันทีเพราะเขาอาจกำลังวางเหยื่อล่อเพื่อเตรียมเรียกรับผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าจากคุณในอนาคต" (13:26)
-
[00:13:49] "จำไว้ว่า เบ็ดตกปลาที่ไม่มีเหยื่อล่อย่อมไม่มีทางจับปลาได้ และเหยื่อที่หวานหอมที่สุดในโลกมนุษย์ก็คือสิ่งที่คุณเรียกว่า ความหวังดีที่เคลือบด้วยหนี้บุญคุณนั่นเอง" (13:49)

ข้อที่ 5: การจงใจแสดงจุดอ่อนเล็ก ๆ เพื่อซ่อนเร้นความสมบูรณ์แบบที่น่าอิจฉา
-
[00:14:01] "โดยธรรมชาติของมนุษย์เรา สัญชาตญาณความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดอย่างหนึ่ง เมื่อคนรอบข้างเห็นว่าใครคนหนึ่งมีความสมบูรณ์แบบมากเกินไป เก่งไปทุกเรื่อง หน้าตาดี มีฐานะ มีความสุข และไม่มีข้อบกพร่องเลย สมองของพวกขัดจะเริ่มสร้างกลไกการต่อต้าน เกิดความรู้สึกหมั่นไส้ และเริ่มมองหาทางสกัดขาเก้าอี้เพื่อลดความเด่นนั้นลง" (14:01)
-
[00:14:33] "คนฉลาดที่เข้าใจจิตวิทยามืดรู้ดีว่า ความสมบูรณ์แบบที่ไร้รอยต่อคือแม่เหล็กดึงดูดศัตรู พวกเขาจึงเลือกที่จะจงใจเปิดเผยข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือจุดอ่อนที่ไม่มีผลเสียต่อภาพรวม เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นมนุษย์ธรรมดาที่จับต้องได้ และลดแรงกระแทกจากความอิจฉาของคนรอบข้าง" (14:33)
-
[00:14:56] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงผู้นำองค์กร ดารา หรือยูทูบเบอร์ชื่อดังบางคน ที่มักจะชอบเล่าเรื่องราวความเด๋อด๋าของตัวเองในอดีต หรือแกล้งทำของตก ทำท่าทางซุ่มซ่าม พูดติดอ่างในบางจังหวะ หรือยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองทำอาหารไม่เป็นเลยสักอย่าง ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาเป็นคนที่บริหารงานเก่งระดับโลก มีรายได้มหาศาล" (14:56)
-
[00:15:26] "การที่เขาแสดงมุมโก๊ะหรือจุดอ่อนที่ดูน่ารักเหล่านั้นออกมาไม่ใช่เพราะเขาห่วยครับ แต่เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Pratfall effect ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดู รู้สึกว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา ไม่ได้อยู่สูงเกินเอื้อม" (15:26)
-
[00:15:38] "ในทางกลับกัน ลองดูเพื่อนร่วมงานบางคนที่พยายามทำตัวเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา พูดจาเป๊ะทุกคำ ชนะทุกโปรเจกต์ และชอบอวดชีวิตดี ๆ ลงโซเชียลโดยไม่มีมุมแย่ ๆ เลย คนกลุ่มนี้มักจะโดนแทงข้างหลังลับ ๆ หรือโดนหมั่นไส้ได้ง่ายที่สุด เพราะความเก่งของพวกเขาไปกระตุ้นปมด้อยในใจของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว" (15:38)
-
[00:16:02] "คนฉลาดจึงมักจะซ่อนความเก่งกาจที่แท้จริงไว้ใต้ภาพลักษณ์ของคนที่ยังมีจุดบกพร่องบางอย่างเสมอ" (16:02)
-
[00:16:12] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ หากคุณประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ได้เลื่อนตำแหน่ง หรือได้โบนัสก้อนโต แทนที่จะป่าวประกาศความเก่งของตัวเอง ให้คุณพูดถ่อมตัวและแชร์ความโชคดี หรือพูดถึงความเหน็ดเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดเพื่อให้คนอื่นรู้สึกเห็นใจมากกว่าอิจฉา" (16:12)
-
[00:16:30] "อย่างที่ 2 คือ ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การกล้าเล่าเรื่องราวความล้มเหลวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองหรือความกลัวที่ดูไร้สาระ จะช่วยทลายกำแพงในใจของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดใจคุยกับคุณ" (16:30)
-
[00:16:46] "และอย่างที่ 3 คือ จงระวังอย่าไปพยายามเอาชนะคนอื่นในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เช่น การเถียงชนะมุกตลก หรือการพยายามทำตัวรู้ดีกว่าในเรื่องสัพเพเหระ ปล่อยให้อีกฝ่ายชนะในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่อให้เขารู้สึกเหนือกว่า ส่วนคุณเก็บชัยชนะในเกมใหญ่ที่สำคัญจริงก็พอ" (16:46)
-
[00:17:03] "จำไว้ว่า ต้นไม้ที่สูงใหญ่และตั้งตรงเกินไปมักจะถูกลมพายุพัดหักเป็นต้นแรก แต่ต้นหลิวที่ยอมลู่ตามลมและมีกิ่งก้านที่โค้งงอบ้าง กลับสามารถยืนหยัดอยู่ได้นานที่สุด" (17:08)

ข้อที่ 6: การจงใจปล่อยข้อมูลที่ผิดพลาดเพื่อทดสอบความซื่อสัตย์
-
[00:17:20] "ในโลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และหน้ากาก สิ่งที่หาได้ยากที่สุดและประมาณค่าไม่ได้คือ ความซื่อสัตย์ คนทั่วไปมักจะจับผิดคนอื่นด้วยการตั้งคำถามตรง ๆ หรือจับตาดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้ผลกับคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมสูงเพราะพวกเขาจะเตรียมคำโกหกที่แนบเนียนไว้รออยู่แล้ว" (17:20)
-
[00:17:46] "คนฉลาดที่ต้องการคัดกรองคนรอบตัวจึงเลือกใช้กลยุทธ์จิตวิทยามืดที่เรียกว่า การวางเหยื่อล่อข้อมูล โดยการจงใจปล่อยข่าวลือหรือความลับที่ถูกแต่งขึ้นมาเฉพาะบุคคล เพื่อดูว่าข้อมูลนั้นจะรั่วไหลไปในทิศทางใด" (17:46)
-
[00:18:03] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงเรื่องราวในแวดวงธุรกิจหรือการเมืองระดับโลกที่มีการทดสอบความน่าเชื่อถือของคนในองค์กรบ่อยครั้ง กลยุทธ์นี้เรียกว่า กับดักนกขมิ้น หรือ Canary trap" (18:03)
-
[00:18:13] "โดยผู้นำจะแอบบอกความลับที่เป็นเรื่องปลอมให้กับผู้ต้องสงสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น บอกคนที่ 1 ว่าบริษัทกำลังจะซื้อกิจการ A บอกคนที่ 2 ว่ากำลังจะซื้อกิจการ B และบอกคนที่ 3 ว่ากำลังจะซื้อกิจการ C" (18:13)
-
[00:18:30] "หากวันต่อมามีข่าวหลุดไปในตลาดว่าบริษัทกำลังจะซื้อกิจการ B ผู้นำจะรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกแรงสืบเลยว่าคนที่ 2 คือหนอนบ่อนไส้" (18:30)
-
[00:18:41] "ในชีวิตการทำงานทั่วไปก็เช่นกัน คนฉลาดมักจะแกล้งทำเป็นไว้ใจแล้วเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาประเด็นนึงให้เพื่อนร่วมงานที่เขาเพิ่งเริ่มรู้จักฟังคนเดียว โดยย้ำกับเขาว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด หลังจากนั้นก็นั่งดูเฉย ๆ ว่าเรื่องนี้จะหลุดออกมาจากปากคนอื่นหรือไม่" (18:41)
-
[00:19:02] "อย่างที่ 2 คือ ในการเจรจาธุรกิจ หากคุณสงสัยว่าคู่ค้าแอบเอาข้อเสนอของคุณไปบลัฟกับเจ้าอื่นเพื่อต่อรองราคา ให้คุณลองเสนอเงื่อนไขแปลก ๆ ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ไปให้เขาดู หากคู่แข่งรายอื่นขยับตัวตามเงื่อนไขนั้นทันที คุณจะรู้ทันทีว่าข้อมูลของคุณถูกขายเรียบร้อยแล้ว" (19:02)
-
[00:19:19] "และอย่างที่ 3 คือ จงจำไว้ว่าเมื่อคุณเป็นฝ่ายได้รับความลับมาจากคนอื่นแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ การเลือกที่จะเหยียบมันไว้ให้มิดและไม่เอาไปพูดต่อ คือการแสดงพลังความนิ่งที่ทำให้คนฉลาดคนอื่นเกรงใจคุณ" (19:24)
-
[00:19:33] "จำไว้ว่า คนโง่จะกลายเป็นเครื่องมือกระจายข่าวให้กับคนอื่นโดยไม่ได้เงินสักบาท แต่คนฉลาดจะใช้ข่าวลือเป็นเครื่องเอกซเรย์เพื่อแยกแยะว่าใครคือมิตรแท้และใครคือศัตรูที่มาในคราบมิตร" (19:33)

ข้อที่ 7: การหายตัวไปอย่างมีชั้นเชิงเพื่อเพิ่มมูลค่า
-
[00:19:49] "มนุษย์เรามักจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดที่สุดเมื่อสิ่งนั้นขาดหายไป กลไกทางจิตวิทยาข้อนี้เล่นกับความรู้สึกกลัวการสูญเสียหรือ fear of missing out" (19:49)
-
[00:20:09] "คนส่วนใหญ่พยายามทำตัวให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาเพราะกลัวว่าคนอื่นจะลืมหรือกลัวเสียโอกาส แต่คนฉลาดรู้ดีว่าการปรากฏตัวพร่ำเพรื่อจะลดทอนความสำคัญของคุณให้กลายเป็นของตาย" (20:09)
-
[00:20:24] "พวกขัดจึงเลือกที่จะใช้การหายตัวไปอย่างมีชั้นเชิงเพื่อสร้างความกระหายและเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง" (20:24)
-
[00:20:29] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงการตลาดแบบสินค้าจำนวนจำกัดที่ทำให้คนยอมต่อแถวข้ามคืนเพียงเพื่อจะได้ครอบครอง ทั้งที่สินค้าอาจจะไม่ได้แตกต่างจากรุ่นปกติมากนัก" (20:29)
-
[00:20:48] "ในระดับบุคคล คนฉลาดมักจะจงใจไม่ตอบข้อความในทันที ไม่รับปากคำขอทุกครั้ง และบางจังหวะก็จะปฏิเสธงานสังคมที่ไม่มีความสำคัญ" (20:49)
-
[00:20:54] "การเว้นระยะห่างนี้ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเกรงใจมากขึ้นและมองเวลาของคุณว่ามีมูลค่าสูง ในขณะที่คนที่พร้อมไปทุกที่ เรียกใช้ได้ทุกเวลา จะถูกมองว่าไม่มีค่าและไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจมากนัก" (20:54)
-
[00:21:13] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ จงปฏิเสธอย่างสุภาพให้บ่อยขึ้น เลือกรับงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมเป้าหมายของคุณจริงๆ" (21:13)
-
[00:21:26] "อย่างที่ 2 คือ ฝึกเว้นจังหวะในการตอบกลับ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือข้อความ เพื่อแสดงว่าคุณกำลังยุ่งและมีเรื่องสำคัญอื่นต้องจัดการ" (21:26)
-
[00:21:38] "และอย่างที่ 3 คือ เมื่อคุณหายตัวไป จงหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่บอกคนอื่นว่าคุณไปทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน เพื่อสร้างความน่าค้นหาและทำให้พวกเขายิ่งโหยหาเวลาของคุณ" (21:38)
-
[00:21:49] "จำไว้ว่า สิ่งที่หาได้ง่ายย่อมถูกมองข้าม แต่สิ่งที่ยากจะครอบครองย่อมถูกยกย่องว่ามีค่ามหาศาล" (21:49)

ข้อที่ 8: การทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่มั่นคงเพื่อควบคุมพฤติกรรม
-
[00:21:56] "กลไกทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งที่สุดอย่างหนึ่งคือ มนุษย์เราจะยอมรับฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของคนที่เขารู้สึกว่าเหนือกว่า หรือคนที่กุมอำนาจในการประเมินคุณค่าของตัวเขา" (21:56)
-
[00:22:14] "คนส่วนใหญ่มักจะพยายามสร้างความมั่นใจให้ผู้อื่นเพื่อให้เข้ากันได้ดี แต่คนฉลาดที่เชี่ยวชาญจิตวิทยามืดจะเลือกใช้สิ่งตรงกันข้ามในจังหวะที่ต้องการคุมเกม นั่นคือการบ่อนทำลายความมั่นใจอย่างแนบเนียน หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์การทำให้เกิดความเคลือบแคลงในตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนผ่อนตามและวิ่งไล่ตามคำยอมรับจากเขา" (22:14)
-
[00:22:38] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงสไตล์การทำงานของหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับสูงบางคน แทนที่จะชมเชยผลงานของคุณตรง ๆ พวกเขาอาจจะพูดว่า งานนี้ก็ทำได้ดีนะแต่ผมคิดว่าคุณยังสามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ หรือการวิเคราะห์ตรงนี้ค่อนข้างดี แต่มันยังดูเป็นมุมมองที่ตื้นไปนิดสำหรับระดับคุณ" (22:38)
-
[00:23:04] "ประโยคเหล่านี้ไม่ได้ด่าว่างานของคุณแย่ แต่เป็นการตั้งคำถามกับความสามารถของคุณลึก ๆ ทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นคงในใจ และผลลัพธ์คือ คุณจะยิ่งพยายามทำงานให้หนักขึ้น อุทิศตนมากขึ้น เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองและเอาชนะคำกึ่งติคั่งชมนั้นให้ได้" (23:04)
-
[00:23:20] "โดยที่คุณได้เปลี่ยนสถานะจากพาร์ตเนอร์กลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาทางอารมณ์ของเขาไปเรียบร้อยแล้ว" (23:20)
-
[00:23:25] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ ในการเจรจาต่อรองหรือคุยธุรกิจ เมื่อฝั่งตรงข้ามเสนอเงื่อนไขที่เขาคิดว่าสมบูรณ์แบบมาแล้ว อย่าเพิ่งตื่นเต้นหรือปฏิเสธทันที ให้คุณทำหน้านิ่ง ๆ แล้วถามคำถามที่จี้จุดที่เล็กที่สุด เช่น คุณแน่ใจใช่ไหมว่าตัวเลขตรงนี้รองรับความเสี่ยงในอีก 3 ปีข้างหน้าได้จริง คำถามเดียวที่สร้างความไม่มั่นใจนี้จะทำให้เขาเริ่มลังเลและพร้อมจะลดเงื่อนไขลงเพื่อความปลอดภัย" (23:25)
-
[00:23:58] "อย่างที่ 2 คือ ในการบริหารคน การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์แต่แฝงไปด้วยการตั้งมาตรฐานที่สูงลิ่ว จะทำให้ลูกน้องเกิดความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ" (23:58)
-
[00:24:11] "และอย่างที่ 3 คือ จงเท่าทันเมื่อมีใครมาใช้คำพูดที่ทำให้คุณรู้สึกด้อยค่าหรือสูญเสียความมั่นใจ ให้คุณดึงสติกลับมาและประเมินด้วยข้อเท็จจริง อย่าปล่อยให้อารมณ์ความกลัวผิดพลาดมาขับเคลื่อนให้คุณต้องยอมทำตามเกมของเขา" (24:11)
-
[00:24:26] "จำไว้ว่า คนโง่จะพยายามกดคนอื่นด้วยการด่าทอข่มขู่ซึ่งสร้างแต่ศัตรู แต่คนฉลาดจะสะกิดให้ฝั่งตรงข้ามเกิดความสงสัยในความสามารถของตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายยอมเดินเข้ามาก้มหัวให้เองโดยละม่อม" (24:26)

ข้อที่ 9: การแกล้งเปิดเผยความลับที่ไม่มีความสำคัญเพื่อซื้อความไว้วางใจ
-
[00:24:42] "ในโลกของการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ สิ่งที่จะทลายกำแพงใจของมนุษย์ได้รวดเร็วที่สุดคือ การแลกเปลี่ยนความลึกซึ้ง คนทั่วไปมักจะปกป้องตัวเองด้วยการปิดบังทุกเรื่องราวในชีวิต ซึ่งทำให้คนรอบข้างรู้สึกเข้าถึงยากและไม่น่าไว้วางใจ" (24:42)
-
[00:25:07] "ในทางตรงกันข้าม คนฉลาดที่เชี่ยวชาญจิตวิทยามืดรู้ดีว่า หากต้องการได้มาซึ่งความลับ หรือต้องการใหีกฝ่ายยอมเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงออกมา 100% พวกเขาจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มหยิบยื่นความลับให้ก่อน แต่ความลับที่พวกเขาคายออกมานั้นถูกคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อตัวเขาเลยแม้แต่น้อย" (25:07)
-
[00:25:30] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงเวลาที่คนไปนั่งดื่มกาแฟหรือทานอาหารกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคู่ค้าทางธุรกิจที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง จังหวะที่บรรยากาศกำลังเงียบ ๆ คนฉลาดมักจะทำท่าทางลดเสียงลง ขยับเข้ามาใกล้แล้วพูดประโยคทำนองว่า เรื่องนี้ผมไม่เคยบอกใครเลยนะพี่ แต่ผมเชื่อใจพี่ผมเลยเล่าให้ฟัง" (25:30)
-
[00:25:53] "จากนั้นเขาก็จะเล่าเรื่องราวความผิดพลาดในอดีต เช่น เคยโดนแฟนทิ้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย หรือเคยลงทุนผิดพลาดเสียเงินไปหลักหมื่น เมื่อคุณได้ฟัง สมองของคุณจะประมวลผลทันทีว่าคน ๆ นี้ไว้ใจเรามากถึงขั้นยอมเล่าเรื่องส่วนตัวที่น่าอายให้ฟัง" (25:53)
-
[00:26:16] "และตามกฎแห่งการต่างตอบแทน คุณจะรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกติดค้าง จนต้องยอมเล่าความลับในที่ทำงานหรือแผนการธุรกิจที่แท้จริงของคุณกลับคืนไปให้เขาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยที่คุณไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังนั้น มันคือสคริปต์ที่เขาใช้เล่าเพื่อตกเหยื่อมาแล้วนับ 10 คน" (26:16)
-
[00:26:37] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ เมื่อคุณต้องการสร้างความสนิทสนมหรือต้องการซื้อใจใครอย่างรวดเร็ว ให้คุณเลือกเรื่องราวความล้มเหลวเล็ก ๆ หรือเรื่องเปิ่น ๆ ของตัวเองในอดีตที่ไม่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในปัจจุบัน มาเล่าให้อีกฝ่ายฟังด้วยท่าทีที่ดูจริงใจและเป็นความลับ สิ่งนี้จะช่วยลดปืนในมือของเขาลงทันที" (26:38)
-
[00:26:59] "อย่างที่ 2 คือ ในการเจรจาต่อรอง หากคุณต้องการให้ฝั่งตรงข้ามยอมบอกข้อจำกัดที่แท้จริงของเขา ให้คุณแกล้งบอกข้อจำกัดปลอม ๆ หรือเรื่องหยุมหยิมของคุณไปก่อน เช่น ตรง ๆ เลยนะพี่ งบส่วนนี้ผมมีอำนาจตัดสินใจได้เท่านี้จริง ๆ เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายยอมคายตัวเลขที่แท้จริงของเขาออกมา" (26:59)
-
[00:27:21] "และอย่างที่ 3 คือ จงระวังตัวทุกครั้งเมื่อมีใครมาพูดประโยคที่ว่า เรื่องนี้ฉันบอกเธอเป็นคนแรกเลยนะ ให้คุณรับฟังด้วยความนิ่งและชั่งน้ำหนักให้ดี อย่าเพิ่งรีบพ่นความลับทั้งหมดของคุณออกไปเพียงเพราะรู้สึกซาบซึ้งใจในความลับปลอม ๆ ของคนอื่น" (27:21)
-
[00:27:37] "จำไว้ว่า คนโง่จะพยายามปิดบังทุกอย่างจนดูน่าสงสัย แต่คนฉลาดจะจงใจเปิดประตูหน้าบ้านทิ้งไว้บานหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้ใครมองเห็นห้องลับที่เก็บขุมทรัพย์ที่แท้จริงอยู่เบื้องหลัง" (27:37)

ข้อที่ 10: การยอมจำนนในศึกย่อยเพื่อชนะในศึกใหญ่
-
[00:27:54] "หนึ่งในความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือ การติดกับดักของอารมณ์ที่อยากเป็นผู้ชนะตลอดเวลา คนส่วนใหญ่ยอมสูญเสียความสัมพันธ์ ยอมเสียผลประโยชน์มหาศาล เพียงเพื่อต้องการเอาชนะคำพูดหรือการโต้เถียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในปัจจุบัน" (27:54)
-
[00:28:12] "แต่ในกลยุทธ์จิตวิทยามืดระดับสูงสุด คนที่ฉลาดอย่างแท้จริงเขาไม่สนใจการชนะในศึกย่อยที่ไร้สาระครับ เขาพร้อมที่จะแกล้งทำเป็นแพ้ ยอมขอโทษ หรือยอมรับความผิดพลาด เพื่อหล่อเลี้ยงอีโก้ของฝั่งตรงข้ามให้พองโต แล้วรอจังหวะตลบหลังเพื่อเก็บชัยชนะในสงครามใหญ่ที่ควบคุมทุกอย่าง" (28:12)
-
[00:28:36] "หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสังคมปัจจุบัน ลองนึกถึงการเจรจาธุรกิจที่ดุเดือด หรือการดีลงานกับลูกค้าที่มีนิสัยชอบเอาชนะ คนทั่วไปเมื่อโดนลูกค้าติติงหรือกดดันด้วยคำพูดแรง ๆ มักจะรีบเถียงกลับเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี ซึ่งผลลัพธ์คือการเจรจาพังพินาศและสูญเสียรายได้" (28:36)
-
[00:28:53] "แต่คนฉลาดที่ใช้กลยุทธ์นี้ เขาจะพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมแล้วพูดว่า พี่พูดถูกครับ ตรงนี้เป็นความผิดพลาดของทางเราจริงๆ ขอบคุณพี่มากที่ชี้แนะ" (28:53)
-
[00:29:04] "การยอมจำนนแบบนี้จะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกฟินและสะใจที่ได้เป็นผู้ชนะ กำแพงในใจของเขาจะลดลงทันที" (29:04)
-
[00:29:15] "และเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเซ็นสัญญา คนฉลาดจะค่อย ๆ สอดแทรกเงื่อนไขสำคัญที่สร้างกำไรระยะยาวเข้าไป ซึ่งในตอนนั้นลูกค้าที่กำลังเคลิ้มกับชัยชนะย่อย ๆ จะยอมเซ็นสัญญาอย่างง่ายดายโดยไม่ทันระวังตัว" (29:15)
-
[00:29:26] "สุดท้ายใครคือผู้ชนะที่แท้จริง ก็คือคนที่ได้เงินและผลประโยชน์เข้ากระเป๋า โดยที่ยอมเสียหน้าไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น" (29:26)
-
[00:29:37] "วิธีนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน: อย่างแรกคือ ในการทำงาน หากเกิดการโต้เถียงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมายหลักของงาน เช่น การเถียงเรื่องวิธีการเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คุณพูดตัดบทว่า ไอเดียของคุณดีกว่าครับ ลองทำตามวิธีของคุณก่อนได้เลย" (29:37)
-
[00:29:53] "การยอมแพ้ตรงนี้จะทำให้เขาตั้งใจทำงานนั้นอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ส่วนคุณเอาเวลาไปโฟกัสภาพรวมของโปรเจกต์ดีกว่า" (29:53)
-
[00:30:04] "อย่างที่ 2 คือ ในการต่อรองผลประโยชน์ ให้คุณแกล้งทำเป็นยอมลดข้อเสนอในจุดที่คุณไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชนะที่สามารถต้อนจนมุมได้ จากนั้นให้คุณใช้จังหวะที่เขาเหนื่อยและตายใจ ขอข้อแลกเปลี่ยนในจุดที่เป็นหัวใจสำคัญของคุณจริง ๆ" (30:04)
-
[00:30:20] "และอย่างที่ 3 คือ จงจำไว้ว่า ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้คือต้นทุนที่แพงที่สุดในชีวิต อย่าเอาอนาคตไปแลกกับความสะใจชั่วคราว การยอมก้มหัวในวันนี้ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ แต่เป็นการย่อตัวลงเพื่อเตรียมกระโดดให้สูงขึ้นในวันพรุ่งนี้" (30:20)
-
[00:30:41] "จำไว้ว่า คนโง่จะสู้จนตัวตายเพื่อชนะในคำพูด แต่คนฉลาดจะยอมคุกเข่าเพื่อรอเวลาที่จะเป็นคนสุดท้ายที่ได้ยืนมองความล่มสลายของศัตรู" (30:41)

บทสรุป
-
[00:30:52] "และนี่คือ 10 จิตวิทยามืดที่คนฉลาดที่สุดใช้ขับเคลื่อนผู้คนและควบคุมเกมในสังคมปัจจุบัน โดยที่เขาไม่มีวันบอกคุณ" (30:52)
-
[00:30:59] "เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะนำไปใช้ทำร้ายใคร แต่เป็นอาวุธทางปัญญาที่ทำให้คุณรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของโลกใบนี้ และเปลี่ยนตัวเองจากเบี้ยบนกระดานให้กลายเป็นผู้คุมเกมอย่างแท้จริง" (31:05)



